กินดีมีสุข

          อาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากอาหารทำให้ร่างกายเจริญเติบโต ให้พลังงาน และความอบอุ่นต่อร่างกาย และอาหารช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้เป็นปกติ คนเราจึงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และปริมาณเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เพราะการรับประทานอาหารถูกสัดส่วน จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และเจริญเติบโตสมวัย

อาหาร

          หมายถึง สิ่งที่รับประทานแล้วมีประโยชน์ แต่สิ่งใดที่รับประทาน แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ อาจก่อให้เกิดโทษ ไม่จัดเป็นอาหาร เช่น เห็ดเมา ผงชูรส สุรา เป็นต้น

ประโยชน์ของอาหาร
  1. ประโยชน์ของอาหารต่อสุขภาพ
    • ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต คนเราจะมีรูปร่างสูงใหญ่เพียงใด ขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร และพันธุกรรมของแต่ละคน คนที่มีลักษณะทางพันธุกรรม ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ หากรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ ร่างกายก็จะสูงใหญ่ตามลักษณะทางพันธุกรรม ตรงกันข้ามกับคนที่รับประทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ รูปร่างก็จะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ทำให้ตัวเล็กกว่าปกติได้ แม้ว่าลักษณะทางพันธุกรรม จะมีรูปร่างสูงใหญ่ก็ตาม
    • ทำให้หญิงมีครรภ์และทารกในครรภ์แข็งแรง หญิงมีครรภ์รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ จะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ในระหว่างมีครรภ์ได้ เช่น การแท้งบุตร การคลอดบุตรก่อนกำหนด เป็นต้น นอกจากนี้ หญิงมีครรภ์จะมีร่างกายแข็งแรง และทารกในครรภ์ก็จะเจริญเติบโต ทั้งทางด้านร่างกาย และสมองอย่างปกติ เมื่อคลอดทารกก็จะคลอดง่าย ทารกจะมีสุขภาพแข็งแรง
    • ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย คนที่รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ ร่างกายจะสามารถต้านทานโรคได้ดี เพราะมีภูมิต้านทานโรค แม้เมื่ออาการเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือไม่รุนแรงนัก ร่างกายก็สามารถรักษาตัวเองได้
    • ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น คนเราะมีอายุยืนยาวได้ ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น สภาพแวดล้อมดี การแพทย์และการสาธารณสุขดี มีการรักษาสุขภาพร่างกายดี และที่สำคัญ คือ รู้จักเลือกรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ จะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนยาวขึ้นได้
  2. ประโยชน์ของอาหารต่อสุขภาพจิต และสติปัญญา
    • ทำให้สมอง สติปัญญาดี สมองของคนจะเริ่มพัฒนา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และเมื่อคลอดแล้ว สมองก็ยังคงเจริญเติบโตต่อไปอีก หญิงมีครรภ์ที่กินอาหารถูกหลักโภชนาการ จะทำให้สมองของทารกในครรภ์ มีการพัฒนา และเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ และเมื่อทารกคลอดออกมาแล้ว ถ้าเด็กรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 1-3 ปี เด็กจะมีการพัฒนาการทางสมอง และสติปัญญาอย่างสมบูรณ์ ร้อยละ 80 ของสมองทั้งหมด
    • ทำให้จิตใจ และอารมณ์แจ่มใส คนที่ได้รับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ นอกจากทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง สมองและสติปัญญาดีแล้ว ยังทำให้จิตใจ และอารมณ์แจ่มใส สามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว และไม่อ่อนเพลีย

ข้อปฏิบัติการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย

ปัจจุบันคนไทยยังประสบปัญหาโภชนาการอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหาร เช่น โรคขาดโปรตีนและพลังงาน โรคขาดสารไอโอดีน โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โรคเหล่านี้ ทำให้เด็กไทยเจริญเติบโต และพัฒนาการทางด้านร่างกาย และสมองที่ช้ากว่าปกติ และเจ็บป่วยง่าย ถ้าเกิดในผู้ใหญ่ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอ สมรรถภาพในการทำงานต่ำ ในขณะเดียวกัน ภาวะโภชนาการเกิน กำลังเป็นปัญหาใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันจะนำไปสู่โรคที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุการเจ็บป่วย และเสียชีวิตของคนไทยลำดับต้นๆ ปัญหาของคนไทยดังกล่าว เกิดจากหลายสาเหตุ แต่หนึ่งในสาเหตุที่สำคัญคือ คนไทยส่วนมากยังไม่ได้รับการส่งเสริม ให้มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อการมีสุขภาพดี ดังนี้

  1. รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว
    • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย
      การรับประทานอาการหลายๆ ชนิด เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ครบในปริมาณที่เพียงพอ กับความต้องการ ถ้ารับประทานอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ หรือรับประทานอาหารซ้ำซากเพียงบางชนิด ทุกวัน อาจทำให้ได้รับสารอาหารบางประเภทไม่เพียงพอ หรือมากเกินไป
    • หมั่นดูแลน้ำหนักตัว
      "น้ำหนักตัว" ใช้เป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญ ที่บอกถึงภาวะสุขภาพของคนเราว่า ดีหรือไม่ เพราะแต่ละคนจะต้องมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมตามวัย และได้สัดส่วนกับความสูงของตัวเอง ดังนั้น การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ ทำได้โดยการรับประทานอาหารให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ
      ถ้าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ หรือผอมไป จะทำให้ร่างหายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย และประสิทธิภาพการเรียน และการทำงานด้อยลงกว่าปกติ
      หากมีน้ำหนักมากกว่าปกติ หรืออ้วนไป จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง

    การชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และประเมินภาวะการเจริญเติบโต

      ทุกคนควรชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงเดือนละครั้ง เพื่อประเมินว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุด คือ
    • ในเด็ก ใช้ค่าน้ำหนักตามเกณฑ์อายุ หรือค่าน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง เปรียบเทียบกับเกณฑ์อ้างอิง (ภาคผนวก)
    • ในผู้ใหญ่ ใช้ดัชนีมวลกายเป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยคำนวณจากสูตร ดังนี้

      น้ำหนักที่อยู่ในเกณฑ์ปกติมีค่าอยู่ระหว่าง 18.5-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร (กก./ม2)
      ถ้าน้อยกว่า 18.5 กก./ม2 แสดงว่า ผอม หรือน้ำต่ำกว่าเกณฑ์
      ถ้ามีค่าอยู่ระหว่าง 25-29.9 กก./ม2 แสดงว่า น้ำหนักเกิน
      ถ้ามีค่าตั้งแต่ 30 กก./ม2 แสดงว่า เป็นโรคอ้วน
  2. รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ
    ข้าว เป็นอาหารหลักของคนไทย เป็นแหล่งอาหารสำคัญในการให้พลังงาน สารอาหารที่มีมากในข้าว ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน โดยเฉพาะข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ ซึ่งเป็นข้าวที่ขัดสีแต่น้อยนั้น ถือว่าเป็นข้าวที่มีประโยชน์มากกว่าที่ขัดสีจนขาว
    อาหารประเภทแป้งมีมากมาย เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน บะหมี่ เป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานเช่นเดียวกัน
  3. รับประทานพืชผักให้มาก และรับประทานผลไม้เป็นประจำ
    พืชผักผลไม้ เป็นแหล่งสำคัญของวิตามิน และแร่ธาตุ รวมทั้สารอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ที่จะนำไปสู่สุขภาพที่ดี เช่น ใยอาหารช่วยในการขับถ่าย และนำโคเลสเตอรอล และสารพิษที่ก่อโรคมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมสารเหล่านั้น
  4. รับประทานปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นประจำ
    ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้ง เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี โปรตีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายจำเป็น ต้องได้รับอย่างเพียงพอ ทั้งคุณภาพ และปริมาณ เพื่อนำไปสร้างร่างกายให้เจริญเติบโต และซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ซึ่งเสื่อมสลายให้อยู่ในสภาพปกติ เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ และให้พลังงานแก่ร่างกาย
  5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
    นม เป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ประกอบด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ คือ แคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนั้น ยังมีโปรตีน น้ำตาลแลคโตส และวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินบี 2 ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต และทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ ทำหน้าที่ปกติ นมมีหลายชนิด มีทั้งนมจืด และนมปรุงแต่งชนิดต่างๆ ซึ่งให้คุณค่าอาหารใกล้เคียงกัน
    หญิงตั้งครรภ์ เด็กวัยเรียน วัยรุ่น ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ควรดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย จะทำให้กระดูกแข็งแรง และชลอการเสื่อมสลายของกระดูก
  6. รับประทานอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
    ไขมันเป็นอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพ ให้พลังงาน และความอบอุ่น อาหารแทบทุกชนิด มีไขมันเป็นส่วนประกอบมากน้อยแตกต่างกันไป ไขมันทั้งจากพืชและสัตว์ เป็นแหล่งพลังงานที่สูง ให้กรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี และเค การกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ทำให้อ้วน และเกิดโรคอื่นๆ ตามมา ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น จึงแนะนำให้จำกัดพลังงานที่ได้จากไขมัน ในอาหารแต่ละวัน อย่างมากที่สุด ไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้รับจากอาหารทั้งหมด
  7. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสหวานจัด และเค็มจัด
    ปัจจุบัน คนไทยนิยมรับประทานอาหารรสจัด และใช้เครื่อปรุงรสกันมาก เมื่อเทียบกับอาหารของชาติอื่นๆ เครื่องปรุงรส ทำให้อาหารอร่อย มีรสชาติ เกิดความพึงพอใจต่อผู้บริโภค แต่ถ้ารับประทานอาหารรสจัดมากเกินไป จนเป็นนิสัย จะทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้ รสอาหารที่มักเป็นปัญหา และก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย คือ รสหวานจัด และเค็มจัด
  8. รับประทานอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน
    ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของสัคมไทยเปลี่ยนไป จากการปรุงประกอบอาหารในครัวเรือน มาเป็นการซื้อาหารปรุงสำเร็จ หรืออาหารถุง อาหารเหล่านี้มักจะมีการปนเปื้อน และไม่สะอาด เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษ และการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหาร
    หลักในการเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ได้แก่ เลือกอาหารที่สดสะอาด ผลิตจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  9. งด หรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
    ปัจจุบัน คนไทยมีแนวโน้มการดื่มเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์เพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับมีอุบัติการณ์ของโรคไม่ติดต่อ อันเนื่องมาจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ที่น่าตกใจยิ่ง คือ อัตราการตายอันกิดจากอุบัติเหตุ บนท้องถนนสูงขึ้น ด้วยสาเหตุสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุ เกิดจากความมึนเมา จากการดื่มเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์ ขณะขับขี่ยานพาหนะ เครื่องดื่มทีมีแอลกอฮอล์ หมายรวมถึง สุรา เบียร์ ไวท์ บรั่นดี กระแช่ ตลอดจนเครื่องดื่มทุกชนิด ที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่
ถ้าท่านรับประทานอาหารไม่ได้สัดส่วน จะมีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร

วัยรุ่นมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร ไม่ได้สัดส่วน อาจจะมากเกินไป หรือน้อยเกินไป หรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพ ดังนี้

น้ำหนักเกิน (อ้วน)

เนื่องจากวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายมาก ทำให้ร่างกายต้องการอาหารเพิ่มขึ้น จึงทำให้วัยรุ่นหิวบ่อย กินจุ และมักชอบรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมาก เช่น ไอศกรีม ช็อกโกแลต น้ำหวาน ขนมหวาน และของขบเคี้ยวอื่นๆ อาหารเหล่านี้จะทำให้น้ำหนักร่างกายมากเกินไป จนรูปร่างอ้วน ไม่ได้สัดส่วน และอาจจะเป็นโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคไขมันในเโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเบาหวาน โรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น

    อันตรายที่เกิดจากความอ้วน
  • ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • โรคเหลือดเลือดหัวใจตีบตัน (ไขมันในเส้นเลือด)
  • โรคเบาหวาน ข้ออักเสบ เป็นต้น
    ทำอย่างไรจึงไม่อ้วน
  • การควบคุมอาหาร โดยไม่งดอาหาร แต่จะลดเฉพาะอาหารที่ให้พลังงาน สำหรับสารอาหารโปรตีน แร่ธาตุ และวิตามิน ให้คงไว้ตามเดิม
  • การเลือกชนิดอาหารที่รับประทานให้เหมาะสม เช่น ข้าวกล้อง มีวิตามินมากกว่าข้าวขาว ปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ย่อยง่าย เป็นต้น
  • ควรรับประทานอาหารที่ปรุงโดยวิธีต้ม นึ่ง ย่าง หรือหลีกเลี่ยงการประกอบอาหารด้วยน้ำมัน
  • การรับประทานอาหารช้าๆ และเคี้ยวให้ละเอียด และคำนึงสักนิดว่า อาหารที่กำลังรับประทาน ให้ประโยชน์แก่ร่างกายอย่างไรบ้าง
  • ไม่ควรเสียดายอาหาร
  • หัดตอบปฏิเสธ เมื่อมีผู้ชวนให้รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูง
  • ชั่งน้ำหนักทุกสัปดาห์ (อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง)
  • ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทุกวัน
  • ไม่ควรซื้อยาลดน้ำหนักมารับประทานเอง
  • อ่านฉลากโภชนาการ ทุกครั้งก่อนซื้ออาหารสำเร็จรูปมารับประทาน เพื่อจะได้ทราบว่า ส่วนประกอบของอาหารว่ามีอะไรบ้าง โยเฉพาะอย่างยิ่ง ชนิดของอาหารไขมันที่นำมาปรุงประกอบ เช่น ไขมันอิ่มตัว หรือไม่อิ่มตัว น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันปาล์ม รวมถึงปริมาณโคเลสเตอรอล

น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ (ผอม)

ส่วนใหญ่จะพบมากในวัยรุ่นหญิง มีความกังวลต่อรูปร่าง และสัดส่วนของตนมากเป็นพิเศษ กลัวจะมีน้ำหนักมากเกิน กลัวอ้วน จึงพยายามลดอาหารบางมื้อ เช่น มื้อเช้า หรือมื้อกลางวัน และยังอดอาหารบางอย่างที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ข้าว แป้ง ไขมัน เป็นต้น เป็นเหตุให้น้ำหนักต่ำเกินไป รูปร่างผอมไม่ได้สัดส่วน ผิวพรรณจะแห้ง มีโอกาสเป็นโรคขาดสารอาหารได้ เช่น โรคขาดโปรตีนและพลังงาน โรคโลหิตจาง ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ความต้านทานต่ำ ติดโรคต่างๆ ง่าย

การดูแลรูปร่างให้ได้สัดส่วน

รับประทานอาหารที่มีคุณค่าของสารอาหารครบถ้วน และมีปริมาณเพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะนม ไข่ เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ การรับประทานอาหารควรเป็นอาหารที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรค และสารเคมีปรุงแต่ง และควรรับประทานอาหารให้เป็นเวลา ครบทั้ง 3 มื้อ


โรคขาดสารไอโอดีน (คอพอก)

โรคขาดสารไอโอดีน หรือคอพอก พบในพื้นที่สูง และท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกลทะเล เนื่องจากในดิน และในน้ำ ไม่มีสารไอโอดีน การรับประทานอาหารที่มีสารไอโอดีนในปริมาณที่ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ีมีโอกาสขาดสารไอโอดีน หรือคอพอกได้ง่าย

การขาดสารไอโอดีน นอกจากเกิดอาการคอพอกแล้ว หากเด็กและวัยรุ่น เป็นโรคขาดสารไอโอดีน จะมีความเจริญทางสมอง สติปัญญา และการเจริญ้เติบโตทางร่างกายช้า ถ้าหญิงตั้งครร์ขาดสารนี้อย่างรุนแรง ขณะตั้งครรภ์ จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กหยุดชะงัก ทั้งร่างกายและสมอง อาจเป็นคนเตี้ยแคระ หูหนวก เป็นใบ้ ตาเหล่ หรือปัญญาอ่อนแต่กำเนิด เรียกว่า โรคเอ๋อ

เราจะป้องกัน และรักษาโรคขาดสารไอโอดีน (คอพอก) ได้อย่างไร

โรคขาดสารไอโอดีนสามารถป้องกันได้ ด้วยการรับประทานอาหารทะเลทุกวัน หรือโดยการเสริมไอโอดีนด้วยวิธีต่างๆ เช่น เกลือเสริมไอโอดีน น้ำปลาเสริมไอโอดีน บะหมี่กึ่สำเร็จรูปเสริมไอโอดีน ไข่สดเสริมไอโอดีน เป็นต้น

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือโรคซีด เกิดจากร่างกาย มีจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อย หรือมีความเข้มข้นของเลือดต่ำกว่าปกติ ผลเสียต่อร่างกาย ในเด็กวัยเรียนจะเซื่องซึม เฉื่อยชา เรียนหนังสือไม่ทันเพื่อน เจ็บป่วยง่าย ในวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ หากเป็นโรคนี้จะทำงานได้น้อย เหนื่อยเร็ว เสี่ยงต่อการเป็นโรคติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และรุนแรงกว่าคนปกติ

    โรคโลหิตจาง เกิดจากสาเหตุใหญ่ๆ 3 ประการ คือ
  • ได้รับธาตุเหล็ก จากอาหารไม่เพียงพอ
  • มีการเสียเลือดอย่างเรื้อรัง ส่วนมากเกิดจากโรคพยาธิปากขอ
  • อยู่ในวัยที่ร่างกายต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น ได้แก่ หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็กที่อยู่ในวัยที่กำลังเจริญเติบโต
    ทำอย่างไรจึงไม่ขาดธาตุเหล็ก
  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อวัว หมู ไก่ ปลา เลือด และตับสัตว์ เป็นประจำ
  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะละกอ กล้วย ส้ม สัปปะรด เพื่อช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น
  • งดอหาารที่ลดการดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่ อาหารที่มีธาตุไฟเตท และแทนนิน เช่น น้ำชา กาแฟ ใบเมี่ยง ผักบางชนิด
  • หญิงมีครรภ์ เมื่อรู้ว่ามีครรภ์ ควรรีบไปฝากครรภ์ และรับยาเม็ดธาตุเหล็กไปกินบำรุงร่างกาย
  • รักษาและป้องกันโรคพยาธิปากขอ โดยสวมรองเท้าก่อนออกจากบ้าน ถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และถ่ายยาเมื่อพบว่าเป็นโรคพยาธิ

อาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความเจริญเติบโตทางร่างกายอย่างรวดเร็ว อาหารจะเป็นตัวให้พลังงานที่จะนำไปสร้างกล้ามเนื้อ กระดูก เลือด อวัยวะภายใน และเนื้อเยื่อต่างๆ ดังนั้น วัยรุ่น จึงควรเลือกรับประทาอาหารที่มีประโยชน์ และหลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตราย ต่อสุขภาพของวัยรุ่น เช่น

  • ชา กาแฟ ขนมปัง ที่กินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่งเป็นประจำ โดยไม่กินอาหารอื่นๆ เลย จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ
  • ของดอง เช่น มะยมดอง ฝรั่งดอง ฯลฯ ซึ่งมักจะกินพร้อมกับน้ำตาล (น้ำตาล + พริก + เกลือ) นับว่าป็นของจุบจิบ เมื่อกินแล้ว จะทำให้ไม่อยากรับประทานอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร และยังอาจทำให้ฟันผุ หรืออุจจาระร่วงได้
  • น้ำอัดลม ซึ่งประกอบด้วย น้ำตาล ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สารกระตุ้นประสาท กลิ่น และสี ซึ่งดื่มแล้ว จะทำให้ไม่อยากรับประทานอาหาร และยังอาจทำอันตรายต่อกระเพาะอาหาร และสีที่ไม่ใช้สำหรับผสมอาหาร เมื่อขับออกทางระบบขับถ่ายปัสสาวะ อาจทำอันตรายต่อระบบดังกล่าว เช่น ทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ หรือเป็นมะเร็งได้
  • ลูกกวาด ทอฟฟี่ ช็อกโกแลต หรือขนมหวานอื่นๆ จะทำให้ไม่อยากรับประทานอาหาร ทำให้ฟันผุ และสี อาจทำอันตรายต่อระบบขับถ่ายปัสสาวะได้
  • ควรใช้ช้อนกลางตักอาหาร ที่รับประทารร่วมกัน เพื่อป้องกันโรคติดต่อบางชนิด เช่น หวัด ปอดอักเสบ เป็นต้น
  • หลังรับประทานอาหารทุกมื้อ ต้องบ้วนปาก หรือแปรงฟันให้สะอาด เพื่อป้องกันโรคฟันผุ และเหงือกอักเสบ
  • เมื่อเสร็จจากการรับประทานอาหารใหม่ๆ ไม่ควรวิ่งเล่น ทำงานหนัก หรืออาบน้ำทันที ควรมีเวลาพัก มิฉะนั้น จะทำให้เกิดอาการจุกเสียด ท้องอืด เฟ้อได้

การบริโภคอาหารที่ฉลาด

ในสังคมของธุรกิจการค้าเสรี ผู้ผลิตสินค้า หรือพ่อค้า ย่อมพยายามทุกวิถีทาง ที่จะขายสินค่าของตนให้มากที่สุด แม้ว่าจะมีกฎหมายออกมา เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่ผู้บริโภคที่ฉลาดก็ควรสนใจข้อมูลข่าวสาร เพื่อคุ้มครองตัวเองด้วยอีกทางหนึ่ง ผู้บริโภคควรตระหนักถึงสิทธิ ที่ผู้บริโภคควรได้รับการคุ้มครอง ดังนี้

  • สิทธิในการได้รับข่าวสารที่ถูกต้อง และเพียงพอเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการ
  • สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้า หรือบริการ
  • สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัย จากการใช้สินค้า หรือบริการ
  • สิทธิที่จะได้รับการพิจารณื และชดเชยความเสียหาย

ผู้บริโภคที่ฉลาดควรให้ความสนใจเรื่องต่างๆ เช่น ฉลากอาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร สารปรุงแต่งอาหาร ผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในการเลือกซื้ออาหาร



ข้อควรรู้


ฉลากอาหาร

เป็นเครื่องหมายที่ทางราชการกำหนดให้ผู้ผลิต แสดงไว้บนภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้ออาหาร ตามคุณภาพที่ต้องการ ฉลากอาหารที่ถูกต้องควรระบุเกี่ยวกับ

  • ประเภทของอาหาร
  • ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต
  • ปริมาณสุทธิของอาหาร
  • วัน เดือน ปี ที่ผลิต และ/หรือ วันหมดอายุ
  • เครื่องหมายรับรองคุณภาพ
  • การใช้วัตถุแต่งรสอาหาร วัตถุกันเสีย

ก่อนซื้อสินค้า ผู้บริโภคต้องอ่านฉลาก ให้ความสนใจกับส่วนประกอบของอาหารแต่ละประเภท สารเจือปนเพื่อแต่งกลิ่นรส และวัตถุกันเสีย เพื่อพิจารณาคุณค่าของสารอาหารที่มีอยู่ และความปลอดภัยของอาหารแต่ละประเภท

ภาชนะบรรจุอาหาร

  • ภาชนะพลาสติก ทั้งที่เป็นแผ่น ถุง จาน ชาม กล่อง เลือกใช้เฉพาะที่ผลิตขึ้นมา เพื่อบรรจุอาหารเท่านั้น และควรเลือกใช้ให้เหมาะสม กับอาหารร้อน หรือเย็นด้วย โดยอ่านจากฉลากของภาชนะนั้น
  • ภาชนะที่มีสี มีลวดลาย ควรมีวัสถุเคลือบทับ เพื่อป้องกันไม่ให้สีหลุดมาปนเปื้อนอาหาร
  • กระดาษหนังสือพิมพ์ ไม่ควรนำมาใส่อาหาร เพราะในหมึกพิมพ์มีสารโลหะหนัก ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ได้แก่ สารหนู และตะกั่ว
  • ภาชนะที่ดีที่สุด สำหรับอาหารทุกประเภท คือ ภาชนะแก้ว หรือภาชนะกระเบื้องไม่มีลวดลาย
  • อุปกรณ์ที่ใช้ในการบริโภคอาหาร เช่น ช้อน ส้อม ตะเกียบ ควรทำจากวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ตะเกียบไม่ควรเคลือบสี หรือมีลวดลาย เพราะสีที่เคลือบจะหลุกลงในอาหารได้ง่ายมาก

สารปรุงแต่งที่ควรระวัง

  1. สีผสมอาหาร
    สีผสมอาหารเป็นสิ่งปรุงแต่งอาหาร ที่ช่วยให้อาหารสวยงามน่ารับประทานเท่านั้น ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย สีที่ใช้ผสมอาหารได้มี 2 ชนิด คือ
  • สีที่ได้จากธรรมชาติ เช่น สีเขียวจาดใบเตย สีแดงจากคลั่ง สีเหลืองจากขมิ้น สีม่วงจากดอกอัญชัญ ฯลฯ
  • สีสังเคราะห์สำหรับผสมอาหาร จะต้องมีฉลากที่มีข้อความว่า "สีผสมอาหาร" กำกับ จึงจะผลอดภัย ถ้าไม่ระบุไว้ ไม่ควรใช้โดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดอันตรายได้ ดังนี้
    • อันตรายจากสารเคมีที่เป็นสี เป็นสาเหตุของเนื้องอก หรือมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ
    • อันตรายจากสารเจือปน ที่เป็นพิษพวกโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท
    ถ้าเป็นไปได้ ควรเลือกบริโภคอาหารที่ไม่ใส่สี จะปลอดภัยที่สุด หากจำเป็น ควรเลือกอาหารที่ผสมสีธรรมชาติ แต่ถ้าไม่ทราบว่า อาหารนั้น ใช้สีธรรมชาติหรือไม่ ก็เลือกอาหารที่มีสีอ่อนที่สุด จะปลอดภัยกว่า
  • ผงชูรส
    ผงชูรสเป็นสาเคมีที่นิยมใช้ปรุงอาหาร มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นประสาทที่ลิ้น ทำให้รู้สึกว่า อาหารอร่อย ผงชูรสไม่มีคุณค่าทางอาหารเลย การรับประทานมากเกินไป หรือในคนที่แพ้ รับประทานเพียงเล็กน้อย ก็เกิดอาการอาเจียน มึนศีรษะ ท้องร่วง บางคนมีอาการปลายประสาทอักเสบบริเวณหน้า ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อน โดยเฉพาะผงชูรสปลอม จะเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก
  • น้ำส้มสายชู
    น้ำส้มสายชู ใช้ปรุงอาหาร เพื่อเพิ่มรสเปรี้ยว น้ำส้มที่ใช้รับประทานได้มี 3 ชนิดคือ น้ำส้มสายชูหมัก น้ำส้มสายชูกลั่น และน้ำส้มสายชูเทียม ซึ่งทำจากกรดน้ำส้มเจือจาง
    นอกจากนี้ มีผู้ทำน้ำส้มสายชูปลอด โดยทำจากกรด แร่ เช่น กรดกำมะถัน กรดเกลือ นำมาเจือจางกับน้ำ กรดเหล่านี้มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง เมื่อกินเข้าไป จะเป็นอันตรายต่อกระเพาะ หรือลำไส้ได้
โรงเรียนประถมฐานบินกำแพงแสน ต.กระตีบ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม TEL:0-3438-3068 FAX:0-3438-3068
e-mail โรงเรียน :esanpt0087@yahoo.com :: ติดต่อ webmaster: smoungsod@yahoo.com
ออกแบบและพัฒนาโดย อ.ศราวดี ม่วงสด